SUZUKI FRONX
อีโค่สปอร์ต เอสยูวี
ขับได้สบาย ๆ ไม่ต้องกังวล
ทดลองขับโดย : วชิระ เรืองมาลัย
เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ปี 2534 หรือหลังจากเรียนจบ ผมเริ่มอาชีพ สื่อมวลชนสายเศรษฐกิจยานยนต์ เป็นปีแรกกับหนังสือพิมพ์ “ฐานเศรษฐกิจ” และได้รู้จักกับรถญี่ปุ่น “ซูซูกิ” โดย คุณพรพงษ์ พรประภา นักธุรกิจหนุ่มเจ้าของและกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ ในขณะนั้น เป็นแหล่งข่าวรายแรกของผมที่เปิดซิงให้ผมซึ่งตอนนั้น เป็นนักข่าวใหม่ยังไม่ทันผ่านโปรฯ ก็ต้องเข้าพบ และสัมภาษณ์ผู้บริหารแบบลุยเดี่ยว ๆ ไปแบบขาสั่น ๆ เหงื่อกาฬแตกผุดเป็นเม็ดเป้ง ๆ ตามใบหน้า และฝ่ามือเปียกชุ่มเพราะอาการประหม่า เนื่องจากเราจบใหม่เพิ่งเข้าทำงาน ไร้ประสบการณ์ใด ๆ
แมทช์เปิดซิงของผมต้องนั่งรถเมล์สาย 59 จากหน้า รร. หอวังบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ข้าง ๆ ออฟฟิศตึกสีน้ำตาล 15 ชั้นของฐานเศรษฐกิจขณะนั้น ไปลงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปพบท่านที่สำนักงาน สยาม อินเตอร์ฯ ซูซูกิ ที่ตั้งอยู่หัวมุมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขาเข้าถนนพญาไท ตรงข้ามกับโรงพยาบาลราชวิถี แต่ทุกอย่างก้อสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ประเด็นข่าวสารที่นำเสนอครั้งนั้นคือเรื่องของธุรกิจการจำหน่ายรถยนต์ “ซูซูกิ” ในประเทศไทย ในขณะนั้น ทุก ๆ แง่มุม ทั้งเรื่องของนโยบาย กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ การตลาด การขาย การลงทุน ด้านโรงงานผลิต และอื่น ๆ เท่าที่ท่านจะสามารถเปิดเผยได้ และมันก็เป็นงานเขียนชิ้นแรก ของผมที่ บ.ก. อ่านแล้วได้อนุมัติให้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ในรูปแบบของบทสัมภาษณ์พิเศษ บนพื้นที่มากถึง ครึ่งหน้า หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ บอร์ดชีท กระดาษขาวรายสัปดาห์ แถวหน้าเบอร์ 1 ของประเทศ หลังจากที่ได้แต่ฝึกหัดขีด ๆ เขียน ๆ เพียงแค่ข่าวสังคม บรรยายใต้ภาพมาเกือบสองเดือนที่เข้าไปเริ่มทำงาน

สมัยก่อนกว่าจะฝ่าด่านนำบทความลงไปตีพิมพ์ให้หน้าหนังสือพิมพ์ได้แต่ละชิ้นต้องผ่านหลายขั้นตอนมากนะครับ งานหินทีเดียว บางทีนั่งรัว จิ้มแป้นพิมพ์ดีดหน้าดำคร่ำเครียดเดินไปส่ง บ.ก. อ่านเสร็จเก็บเข้าลิ้นชัก ไม่ก็บอกตรง ๆ “ข่าวเต็มแล้ว” โฆษณาเข้า “ข่าวนี้ยก” กูละเพลีย จริง ๆ นะครับพี่น้อง
สำหรับผลงานชิ้นนี้ผมโคตรภูมิใจ ตอนนั้นรถยนต์ ซูซูกิ กำลังเป็นที่นิยมของนักเลงรถไทยที่ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เรียกได้ว่าหันไปทางไหนถามใครก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รถในฝันของหนุ่มน้อยนักผจญภัยคือ ซูซูกิ คาริเบียน ใครได้ครอบครองแม่งโคตรเท่เลยทีเดียว
จากบทสัมภาษณ์ครั้งนั้น ผมกับคุณพรพงษ์ ก็พัฒนาสายสัมพันธ์ กลายเป็นแหล่งข่าวขาประจำ ที่มักจะโทรมาโทรไป พูดคุยประเด็นข่าวรวมทั้งพบเจอสัมภาษณ์กันอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ยุคนั้น หลายคนจะรู้ดีว่าในบรรดา พี่น้องตระกูลพรประภาเจน 2 รุ่นลูกของ ดร.ถาวร พรประภา ในธุรกิจยานยนต์ที่ประกอบ ด้วย คุณหญิงพรทิพย์, คุณพรเทพ, คุณพรพินิจ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริหาร นักประชาสัมพันธ์ ที่สานสายสัมพันธ์กับสื่อได้แบบแนบแน่นทั้งนั้น ผมโชคดีครับที่ได้อยู่ในห้วงเวลาของพวกท่านผู้ใหญ่ใจดีเหล่านี้ ได้ส่งพลังในเรื่องการทำงาน ต่อมายังอาชีพการงานของผมให้มีความก้าวหน้าเติบโตมาจนถึงช่วงเกือบท้ายสุดตารางชีวิตของผมเองในเวลานี้
จะมีแต่คุณพงษ์หรือคุณพรพงษ์ เท่านั้นที่จะค่อนข้างมีพื้นที่ส่วนตัวสูง ค่อนข้างเก็บตัว และอยู่แบบโลว์โปรไฟล์ คือท่านจะไม่คุยกับใครไม่ให้ข่าวใครมากถ้าไม่ไว้วางใจจริง แต่ทั้ง 4 พี่น้องพรประภา ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงพรทิพย์ คุณเทพ หรือคุณพรเทพ คุณอ้วน-พรพินิจ และคุณพรพงษ์เองนั้นก็จะเป็นแหล่งข่าวยานยนต์ที่น่ารักเป็นที่รักของนักข่าวสายนี้มาโดยตลอดครับ

เรื่องมันไม่มีอะไรหรอกครับเพียงแต่วันนี้ผมจะเขียนรายงานการทดลองใช้รถซูซูกิ รุ่นหนึ่งให้บังเอิญนึกถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราให้ความเคารพเลยอยากหยิบเอาเรื่องราวดี ๆ ของท่านเหล่านั้นมาเล่าสู่กันฟัง น่าเสียดายครับ คุณพงษ์ ที่ผมรักเคารพนั้นได้จากพวกเราไป เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่คุณอ้วน-พรพินิจ จะมาจากไปอีกคน ส่วนคุณหญิงพรทิพย์ ผู้พี่สุดของ 4 พี่น้องนั้นก็ได้จากไปก่อนนานแล้ว ขณะนี้ที่ยังเหลืออยู่ก้อจะมีแต่คุณเจ้าสัวพรเทพ พรประภาครับ
จากสยามอินเตอร์ฯ โดยตระกูลพรประภา ซึ่งขณะนั้นมีสยามกลการขายนิสสัน ส่วนซูซูกิเองถึงแม้จะมีชื่อสยามอินเตอร์ฯ แตะ ๆ ไว้ให้พลอยคิดว่าอยู่ในเครือสยามกลการก็ตาม แต่การบริหารทั้งหมดนั้นก็แยกออกมาเป็นเอกเทศ เรียกได้ว่าเป็น บริษัทส่วนตัวของคุณพรพงษ์ มีรถขายอยู่ 2 โมเดลหลักคือ คาริเบียน กับ สวิฟท์
ต่อมาเมื่อเปิดเสรีนำเข้ารถยนต์ในปี 2535 ในยุครัฐบาลนายกอานันท์ ปันยารชุน เราจึงได้เห็น ซูซูกิ วีทาร่า ทั้งแบบ 5 ประตู 3 ประตู มาแบบนำเข้า ผ่านปี 2000 ไป เปลี่ยนชื่อจาก สยามอินเตอร์ฯ ไปใช้ชื่อ ซูซูกิ ออโตโมบิลฯ ก่อนจะมาเป็น ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย ในปัจจุบัน และ เป็นบริษัทแม่จากญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนเปิดกิจการเอง และเพิ่มโมเดล ใหม่ ๆ เข้ามาขายอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดกับรุ่นนี้เลยครับ SUZUKI FRONX เปิดตัวเมื่อ ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร ผมส่งทีมไปร่วมทดสอบกับคณะสื่อเมื่อตุลาคมปีที่แล้วในเส้นทางประเทศลาว ถ้าเข้าไปดูในช่องยูทูปของ ACAR NEWS ท่านน่าจะได้ดูภาพเสียงและความเคลื่อนไหว ส่วนผม เพิ่งมีโอกาสได้สัมผัสรถรุ่นนี้ แบบใช้งานจริง 6-7 วัน ผมจะสรุปให้ฟังตามแบบฉบับของผมสั้น ๆ ดังต่อไปนี้เลยครับ

ข้อดี ของหน้าตา
ใหม่ดีไซน์ไม่ซ้ำใครบนถนน
ไฮไลท์ หลายมุมมอง ด้านหน้า เตะตาด้วยไฟหน้า + ไฟตัดหมอก กระจังหน้ารังผึ้ง โลโก้ S ใหญ่โครเมี่ยมชัด ด้านหลัง ทรงกบ ไฟท้าย มุมด้านข้าง เส้นสายลงตัว ดูรวม ๆ แล้วสวยสปอร์ต เร้าใจ ทีเดียว ในสไตล์รถมินิเอสยูวี ขนาดเล็กกะทัดรัด คล่องตัวสูงแนวถนัดของบ้านซูซูกิ
ส่วนข้อดีอื่น ๆ ก็ยังมี เกียร์ 6 สปีด มีแมนวลโหมด พร้อมแพทเดิลชิฟ พวงมาลัยสปอร์ตน่าจับน่าสัมผัส ห้องโดยสารสปอร์ตคอมแพค ดูดีแต่สเปซภายในต้องยอมรับว่าเน้นคอมแพคสปอร์ต ระบบเอนโฟเทนเมนท์ดี การเชื่อมต่อง่ายครบ จอแสดงผลอ่านง่าย ทำความรู้จักคุ้นเคยง่าย ระบบแอร์เย็นฉ่ำ ห้องโดยสารสไตล์สปอร์ต คอมแพค ไม่กว้างแต่นั่งไม่อึดอัดขับทางไกลไม่เหนื่อย เบาะนั่งกระชับดี ข้อเสียต้องมา เบาะไม่มีระบบไฟฟ้า ปรับแมนวลทั้งสองที่นั่งหน้า ประตูฝาท้ายไม่มีไฟฟ้า แต่ดันมีระบบกุญแจคีย์เลทโก ตัดสลับเปลี่ยนกันดีมั้ย ระบบเตือนช่วยขับขี่ เยอะถึงเยอะเกิน ผมว่า ตัดทิ้งบ้างเอาเบาะไฟฟ้าใส่แทนจะดีงาม อีกประเด็นที่ไม่ชอบคือ หน้ายางแคบไม่เต็มซุ้มของใครชอบไซส์ไหนก้อเอาไปเปลี่ยนซะนะ

จุดเด่นในการขับที่ผมอยากจะบอกคือ พวงมาลัยหน่วงดี ควบคุมง่าย คมและแม่นยำ ช่วงล่างเฟิร์มนุ่มหนึบ อัตราเร่ง เอาตัวรอดได้ อัตราสิ้นเปลือง ขับได้ 16-17 กม.ลิตร ไฮบริดไม่ได้ประหยัดโดดเด่นไร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมคันเร่ง ความเร็วเดินทาง 120-140 กม ต่อชั่วโมงรอบเครื่องยนต์วิ่งขึ้นลงอยู่ที่ 2,000-3,000 รอบต่อนาที ต่างจังหวัดพอเอาตัวรอดได้ ในเมืองคล่องตัวสูงอยู่ครับ กลับตัวง่าย รัศมีวงเลี้ยงแคบแค่ 4.8 เมตร
ในส่วนของเครื่องยนต์ K15C เบนซิน แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว หัวฉีดมัลติพอยท์ 1,462 ซีซี แรงม้า 101 พีเอสที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 135 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮบริด Smart hybrid vehicle (SHVS) แบตเตอรี่ลีเทียมไอออน เสริมการทำงานของเครื่องยนต์ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 620,000 บาท ในรุ่น GL และ สงสุด 719,000 บาท ในเกรด GLX PLUS บวกเพิ่ม 10,000 บาท กรณีลำนี้เป็นสีทูโทน ส่วนถ้าสีขาว เพิ่ม 5,000 บาท ราคาแข่งขันได้กับรถกลุ่มเริ่มต้นวัยทำงาน ทั้ง แข่งกับรถอีวี จีน หรือ ญี่ปุ่นด้วยกันที่เป็น ICE ไฮบริด

ซูซูกิ เองก็พอมีประวัติศาสตร์ชีวิตยาวนานในตลาดรถยนต์ไทย ชื่อเสียงศูนย์บริการอะไหล่ไม่น่าห่วงมากมายนัก ไม่แพง ราคารถไม่แรงค่าซ่อมอะไหล่ก็ไม่แรง เพียงแต่ช่วง 2 ปีหลังมานี้น่าจะโดนพายุเข้าหลายลูก ตั้งแต่ดีลเลอร์ทยอยปิดเพราะธุรกิจไม่คุ้ม หลังรถอีวีจีนเข้ามาเล่นสงครามราคากันเยอะ ดีลเลอร์หันไปขายรถจีนกันมาก
กระทั่งประกาศโรงงานเลิกประกอบ ผู้บริหารสูงสุดคนไทยลาออก และล่าสุดขายโรงงานต่อให้ฟอร์ด ทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ใช่ปัญหา แต่น่าจะตัดส่วนที่เป็นปัญหา แบกค่าใช้จ่ายออกไป ซึ่งดีลเลอร์หลายแห่งก็ยืนยันทำต่อ และยังขายรถได้ดีขึ้นกว่า ช่วงต้นที่ระส่ำ ผมมองว่ามั่นใจได้ครับว่า ซูซูกิกำลังปรับตัวทางธุรกิจอยู่ให้มีความเสถียรที่สุด เห็นว่าจากนี้ไปก็จะเน้นขายรถนำเข้าจากอาเซียนแหละครับ ต้นทุนไม่ต่างจากผลิตในประเทศ ได้สิทธิภาษีบ้างไม่ต้องแบกต้นทุน โรงงาน แรงงาน ไอ้เรื่องเลิกคงไม่เลิกหรอกครับ สำหรับผู้ใช้มั่นใจได้ครับ สำหรับประเด็นนี้ ถ้าดูทรงแล้วชอบรถก้อเข้าโชว์รูมขอสัญญาเซลส์มาเซ็นเลยครับ ไม่เสียหาย ผมเชื่อใจญี่ปุ่นว่า เค้าทำอะไร คิดรอบคอบ ไม่กระทบกับลูกค้าเกินงามแน่นอนครับ

