ขับ Mazda CX-6e

กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี 300 กม. เป็นไง?

 

 

ลองขับโดย : วชิระ เรืองมาลัย

บรรณาธิการอำนวยการ

Acarnewsonline

 

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา มาสด้าก็เทียบเชิญสื่อไปร่วมทดสอบ CX-6e กัน บนเส้นทางไปกลับ กทม.-กาญจนบุรี 300 กว่ากม. เราเลยได้ไปตรวจสอบกันดูครับ ว่าเมื่อมาสด้ามาผลิตรถ อีวี แล้วดีเอ็นเอ ของเค้ายังอยู่ครบมั้ย โดยรวมแล้วรถน่าใช้หรือไม่ ผมรวบรวมมาเล่าให้ฟังครับ

Mazda CX-6e เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ 7 ต.ค. 2569 รถรุ่นนี้น่าสนใจทีเดียว เป็นรถอีวี 100% ของค่ายมาสด้า ที่นำเข้าจากจีน เป็นรุ่นที่ 2 ตามหลัง มาสด้า 6e ที่นำร่องไปได้อย่างสวยงามในแง่ของกระแสความนิยม ส่วน CX -6e นี้นับเป็น Intelligent Family e-SUV ไฟฟ้า 100% นำเข้า CBU จากโรงงาน Changan Mazda ประเทศจีน ราคาขายในไทย ที่เปิดตัวออกมามี 2 รุ่นย่อย ต่างกัน 40,000 บาท ตามนี้เลยครับ

- Premium 1,259,000 บาท

- Premium Sports 1,299,000 บาท

ในครั้งนี้เราได้สัมผัสรถทั้ง 2 เกรดด้วยการสลับรุ่นขับ ขาไปและกลับ

 

 

สำหรับสเปกหลัก Mazda CX-6e

มาสด้า ซีเอ็กซ์-ซิกส์อี (The All-Electric Mazda CX-6e) เป็นรถยนต์อเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ แบบ 5 ที่นั่ง พัฒนาบนแพลตฟอร์มสเก็ตบอร์ดไฟฟ้าพื้นฐาน ผลิตที่โรงงานฉางอัน มาสด้า ออโตโมบิล ประเทศจีน ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ญี่ปุ่น และฉางอัน ออโตโมบิล จีน

 

 

มิติตัวถังและโครงสร้าง

ตัวถังมีความยาว 4,850 มิลลิเมตร กว้าง 1,935 มิลลิเมตร ไม่รวมกระจกมองข้าง สูง 1,620 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,902 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 160 มิลลิเมตร น้ำหนักรถเปล่าประมาณ 2,100 กิโลกรัม กระจายน้ำหนักหน้า-หลังใกล้เคียง 50 ต่อ 50 พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 468 ลิตร ขยายได้สูงสุด 1,434 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังแบบ 60 ต่อ 40 และมีพื้นที่เก็บของด้านหน้า หรือ ฟรังค์ อีก 80 ลิตร

ระบบขับเคลื่อนและสมรรถนะ

ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรซิงโครนัส จำนวน 1 ตัว บริเวณเพลาหลัง ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ทดเดียว อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต และโหมดปรับตั้งค่าได้เอง ซึ่งสามารถปรับการตอบสนองคันเร่ง น้ำหนักพวงมาลัย และการหน่วงพลังงานกลับคืนได้ ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท หลังแบบอิสระมัลติลิงก์ พวงมาลัยไฟฟ้า ระบบเบรกดิสก์สี่ล้อพร้อมระบบฟื้นฟูพลังงาน

 

 

แบตเตอรี่และการชาร์จ

ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออนแบบลิเธียมไอรอนฟอสเฟต หรือแอลเอฟพี ความจุ 77.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง แรงดัน 364 โวลต์ ระยะทางขับขี่ รุ่นพรีเมียมล้อ 19 นิ้ว วิ่งได้สูงสุด 555 กิโลเมตร ตามมาตรฐานเอ็นอีดีซี หรือ 484 กิโลเมตร ตามมาตรฐานดับเบิลยูแอลทีพี อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 16.8 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร ส่วนรุ่นพรีเมียม สปอร์ตล้อ 21 นิ้ว วิ่งได้ 524 กิโลเมตร เอ็นอีดีซี หรือ 468 กิโลเมตร ดับเบิลยูแอลทีพี อัตราสิ้นเปลือง 17.0 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร รองรับหัวชาร์จแบบไทป์ทู และซีซีเอส ไทป์ทู ชาร์จกระแสสลับสูงสุด 11 กิโลวัตต์ จาก 0 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 53 นาที ชาร์จกระแสตรงสูงสุด 194 กิโลวัตต์ จาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาประมาณ 24 นาที และจาก 30 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เมื่อใช้ตู้ชาร์จกำลัง 200 กิโลวัตต์ขึ้นไป

 

 

การออกแบบภายนอก

ออกแบบภายใต้ปรัชญาโคโดะ ดีไซน์ แนวคิดใหม่ด้านหน้าโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้าแอลอีดีเชื่อมกับซิกเนเจอร์วิงแบบลอยตัวสามมิติที่มีไฟส่องสว่างในตัว พร้อมเอฟเฟกต์ไฟแบบลำดับต่อเนื่อง ประตูแบบไร้กรอบกระจก มือจับประตูแบบฝังเรียบ ไฟท้ายแอลอีดีดีไซน์ครอสวิงรุ่นพรีเมียมติดตั้งล้ออัลลอย 19 นิ้ว รุ่นพรีเมียม สปอร์ตส์ ติดตั้งล้ออัลลอย 21 นิ้ว ลายแบล็ก ไดมอนด์คัต ดับเบิล ไฟว์สโปก และกระจกมองข้างแบบดิจิทัล

ซึ่งเป็นครั้งแรกของมาสด้า ใช้กล้องภายนอกส่งภาพไปยังจอโอแอลอีดีภายในห้องโดยสาร ให้มุมมองกว้างกว่าเดิม 30 เปอร์เซ็นต์ ข่าวเต้า บอกว่ากระจกดิจิตอลซ่อมแพง ข้างละ 40,000 บาท ข้อเท็จจริง มาสด้าแจ้งแล้วว่า ราคาข้างละ 15,000 บาท มีประกันชั้น 1 ครอบคลุม 1 ปีเคลมได้ หากโดนเฉี่ยวชนจากไรเดอร์ และโอกาสน่าจะน้อยกว่ากระจกธรรมดาเพราะกระจกมีขนาดเล็กกว่า และทรงลูกลมทันสมัยหรูหราล้ำหน้า กว่า เว้ย เฮ้ยย เข้าใจตรงกันนะ

สีตัวถังมี 6 สี ได้แก่ สีม่วงเข้มไนต์ฟอล ไวโอเลต สีเทาแมชชีน เกรย์ สีแดงโซล เรด คริสตัล สีขาวมุกคริสตัล ไวต์ เพิร์ล สีเทาแอโร เกรย์ และสีดำเจ็ต แบล็ก โดย 5 สีแรกมาพร้อมหลังคาสีดำเจ็ต แบล็ก

 

 

ห้องโดยสารและเทคโนโลยี

ออกแบบภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ว่าง จุดเด่นคือจอแสดงผลกลางแบบอัลตราไวด์ ขนาด 26.45 นิ้ว ความละเอียด 5 เค รองรับการแบ่งหน้าจอแบบดูอัลสปริท  ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้าแบบเออาร์ รองรับแอปเปิล คาร์เพลย์ และแอนดรอยด์ ออโต้ แบบไร้สาย

ระบบสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง ระบบเสียง 23 ลำโพง พร้อมระบบเสียงเฉพาะที่พนักพิงศีรษะคู่หน้า หลังคากระจกพาโนรามาพร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า ระบบปรับอากาศแยกโซนซ้ายขวา ระบบกรองฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ไฟสร้างบรรยากาศแอมเบี้ยนไลท์ 256 สี ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย

รุ่นพรีเมียมตกแต่งภายในด้วยผ้าและหนังสีดำ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทางพร้อมบันทึกตำแหน่ง เบาะผู้โดยสารปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง มีระบบอุ่นและระบายอากาศคู่หน้า รุ่นพรีเมียม สปอร์ตส์ตกแต่งด้วยหนังทูโทนสีม่วงขาว และเพิ่มระบบอุ่นและระบายอากาศคู่หลัง พร้อมโหมดการใช้งาน 4 แบบ ได้แก่ โหมดผ่อนคลาย โหมดพักผ่อน โหมดดูแลสัตว์เลี้ยง และโหมดล้างรถ

 

 

ความปลอดภัย

ติดตั้งถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง 17 ระบบ ประกอบด้วย ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมหยุดและไป ระบบช่วยควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า ระบบเตือนการชนด้านหน้าและด้านหลัง ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบเตือนออกนอกเลน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ระบบป้องกันรถออกนอกเลน ระบบช่วยดึงรถกลับเข้าเลน ระบบเตือนจุดอับสายตา ระบบเตือนรถตัดผ่านขณะถอยหลังพร้อมเบรกฉุกเฉิน ระบบเตือนก่อนเปิดประตู ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าผู้ขับขี่ ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา แบบมองทะลุได้ พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะหน้าและหลัง รุ่นพรีเมียม สปอร์ตส์ติดตั้งกระจกมองหลังแบบดิจิทัล ขนาด 9 นิ้ว ความละเอียด 1,920 คูณ 384 พิกเซล สามารถสลับใช้งานเป็นกระจกธรรมดาได้

การรับประกันและข้อเสนอ

รับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 8 ปี พร้อมฟรีเครื่องชาร์จเอ บี บี พร้อมติดตั้ง มูลค่า 39,900 บาท ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี และระบบมาสด้า คอนเนคติวิตี 5 ปี

รูปทรงของ CX-6e เป็นการตีความ KODO ใหม่หมด เพราะเป็นรถไฟฟ้า 100% รุ่นแรก ๆ ที่ไม่ได้มีเครื่องยนต์ขวางหน้าแล้วนิยาม KODO ของ CX-6e "FUTURE + SOUL x MODERN"มาสด้าเรียกเต็ม ๆ ว่า Soulful Futuristic Modern ต่อยอดจาก KODO: Soul of Motion เดิม

- FUTURE = อนาคตแบบรถไฟฟ้า เส้นสายต้องเรียบ ลู่ลม ลดรอยต่อ

- SOUL = จิตวิญญาณการเคลื่อนไหวแบบมีชีวิต ยังต้องรู้สึกเหมือนสัตว์กำลังวิ่ง ไม่ใช่ก้อนเหล็ก

- MODERN = ความมินิมอลแบบญี่ปุ่น แนวคิด "Ma" คือการเว้นพื้นที่ว่างให้มีความหมายถ้า CX-5 เดิมคือเสือชีตาห์กำลังกระโจน CX-6e คือเสือชีตาห์ตัวเดียวกันแต่อยู่ในลุคแบบสวมชุดสูทอนาคต

 

 

จุดเด่นภายนอกที่ทำให้รู้ว่าเป็น CX-6e คือ หน้า Floating 3D Signature Wing ปีกโครเมียมที่เป็นเอกลักษณ์มาสด้า แต่คราวนี้ทำเป็นแบบลอยตัว มีไฟส่องสว่างในตัว มีเอฟเฟกต์ Sequence Illumination ไฟวิ่งตอนล็อก ปลดล็อก และตอนเสียบชาร์จกระจังหน้าปิดทึบเพราะไม่ต้องระบายความร้อนเครื่องยนต์ แต่ทำช่องนำอากาศซ่อนไว้ด้านล่างเพื่อลู่ลม

ตัวถังยาวและแบนกว่า SUV ไฟฟ้าทั่วไป มิติ ยาว 4,850 มม. กว้าง 1,935 มม. สูง 1,620 มม. ฐานล้อ 2,902 มม.ยาวกว่า BYD Sealion 7 และ Tesla Model Y เล็กน้อย ทำให้ดูภูมิฐานแบบรถยุโรป ไม่ได้อ้วนป้อมแบบ SUV จีน สัดส่วนแบบ RWD แท้ ๆ ฝากระโปรงหน้ายาว ท้ายสั้น ล้อดันไปมุมรถมากที่สุด

ด้านข้างเรียบจนเหมือนไม่มีมือจับประตูแบบไร้กรอบกระจก Frameless แบบรถสปอร์ต มือจับประตูฝังเรียบ Pop-out ซ่อนในตัวถัง

- Premium ได้ล้อ 19" / Premium Sports ได้ล้อ 21" Black Diamond Cut ที่ออกแบบที่ศูนย์ดีไซน์ยุโรป Oberursel โดยเฉพาะ

- Premium Sports ได้กระจกมองข้างดิจิทัลเป็นกล้องเล็ก ๆ ทำให้ด้านข้างดูสะอาดตามาก ทำให้รถใกล้เคียงภาพสเก็ตช์ของดีไซเนอร์มากที่สุด เพราะภาพสเก็ตช์ไม่เคยวาดกระจกบานใหญ่ ๆ ไว้

 

ท้าย Cross Wing

ไฟท้าย LED เป็นรูปปีกสองชิ้นตัดกัน แยกไฟเลี้ยวไปไว้ที่ปีกด้านนอก ไม่ได้รวมในโคมเดียว มีสปอยเลอร์หลังและประตูท้ายไฟฟ้า มีช่องนำอากาศที่เสา D-Pillar ช่วยให้ลมไหลผ่าน ลดเสียงและเพิ่มระยะทาง

สี - Nightfall Violet สีใหม่

มี 6 สี 5 สีแรกหลังคา Jet Black ตัดทูโทน

- Nightfall Violet ม่วงเข้มได้แรงบันดาลใจจากท้องฟ้าพลบค่ำ อยู่ในร่มจะดูลึก พอโดนแดดจะเห็นประกายม่วง

- Soul Red Crystal แดงมาสด้า, Machine Gray, Aero Gray, Crystal White Pearl, Jet Black

 

 

ทำไมถึงเรียกว่า KODO แบบรถไฟฟ้า?

KODO เดิมเน้น "เส้นที่เกิดจากแรง" เหมือนดินเหนียวถูกปั้นด้วยมือ CX-6e ยังใช้หลักการนั้น แต่ลดเส้นที่ไม่จำเป็นออกหมด ไม่มีเส้นโครเมียมเยอะ ไม่มีสันนูนเยอะ ใช้แสงเงาที่ตกกระทบตัวถังเรียบ ๆ เป็นตัวสร้างมิติแทน นั่นคือเหตุผลที่รถดูใหญ่แต่ไม่เทอะทะ และดูเรียบแต่ไม่จืด คือ KODO ที่โตขึ้นจากรถสปอร์ต มาเป็น Intelligent Family e-SUV สำหรับครอบครัวที่อยากได้ความพรีเมียมแบบญี่ปุ่น ไม่ได้อยากได้ความหวือหวาแบบรถจีน

การขับขี่เป็นอย่างไร

การขับขี่ CX-6e เป็นจุดที่มาสด้าพยายามทำต่างจาก EV จีนทั่วไปปรัชญายังเป็น Jinba-Ittai เหมือนเดิม มาสด้าใช้คำว่า "ม้าและคนขี่เป็นหนึ่งเดียว" มาตลอด ถึงจะเป็นรถไฟฟ้าก็ยังให้เป็น RWD ขับหลังล้วน ๆ วางมอเตอร์หลัง 258 แรงม้า 290 Nm ไม่มีรุ่นมอเตอร์คู่ เพื่อรักษาสมดุล 50:50 และการควบคุมที่คาดเดาได้ พวงมาลัยคม ตอบสนองแม่นยำ เป็นธรรมชาติ ไม่ได้เบาโหวงแบบ EV ทั่วไป ช่วงล่างแน่นหนึบ แต่ไม่กระด้าง หน้า MacPherson หลัง Multi-link จูนมาเหมาะกับถนนไทยโดยเฉพาะ เปลี่ยนเลน เข้าโค้งบนทางด่วน รถนิ่ง ประคองตัวดี ไม่โยน แม้ตัวรถยาว 4,850 มม. ฐานล้อ 2,902 มม. ซึ่งยาวสุดในกลุ่ม

ไม่ใช่แค่รถไฟฟ้าที่เน้นเงียบและอัตราเร่ง แต่ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างคนขับกับรถในแบบมาสด้า  ฟิลลิ่งมอเตอร์แรงแบบ ไม่กระชาก 0-100 ใน 7.9 วิ ความเร็วสูงสุด 185 กม./ชม. โหมด Normal / Sport / Individual ที่ปรับคันเร่ง, น้ำหนักพวงมาลัย, และความหน่วงของ Regen ได้เอง จูนมอเตอร์/เบรก/พวงมาลัยแบบยุโรป เพื่อให้ได้ฟิลลิ่ง Jinba-Ittai จริง ๆ ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะคุมอาการท้ายปัดไว้หมด เพื่อความเป็น Family SUV ที่ปลอดภัย

แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งขับหน้า/ขับ 4 อย่าง Sealion 7 หรือ Model Y การเป็น RWD ของ CX-6e ทำให้บาลานซ์ตอนเข้าโค้งสนุกกว่า ถ้าเคยขับ Mazda CX-5 / CX-8 มาก่อน จะรู้สึกคุ้นมือทันทีพวงมาลัยหนักกำลังดี ช่วงล่างแน่น ไม่ย้วย แต่ได้ความเงียบและการดึงแบบ EV เพิ่มมา ไม่ใช่รถที่แรงที่สุดในกลุ่ม แต่เป็นคันที่คุมแล้วมั่นใจที่สุดคันหนึ่ง

ความเงียบ ผ่อนคลาย และสุนทรีย์ในการเดินทาง แบบพรีเมียม ในห้องโดยสารของ CX-6e น่าจะเด่นสุด เรื่องความเงียบและความผ่อนคลาย CX-6e ทำมาเพื่อเป็นห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่จริง ๆ ครับ ไม่ใช่แค่รถที่เงียบเพราะไม่มีเครื่องยนต์ พื้นฐานรถไฟฟ้าเงียบอยู่แล้ว ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ แต่มาสด้าทำเพิ่มเรื่องแอโรไดนามิก ช่องลมที่กระจังหน้า กระจกมองข้างทรงเพรียว และช่องลมที่เสา D-Pillar ทำให้ลมไหลผ่านตัวถังต่อเนื่อง ลดเสียงลมปะทะที่ความเร็วสูง รุ่น Premium Sports ได้เปรียบเรื่องเสียงลมนิดหน่อย เพราะกระจกมองข้างดิจิทัลเป็นกล้องเล็ก ๆ ไม่มีบาน

กระจกใหญ่ต้านลม เสียงลมข้างหูลดลงชัดเจนตอนวิ่ง 120 กม./ชม.ขึ้นไป ยางและการซับเสียง รุ่น Premium ล้อ 19 นิ้วจะเงียบกว่าล้อ 21 นิ้วนิด เพราะแก้มยางหนากว่าซับแรงสะเทือนและเสียงจากพื้นถนนได้ดีกว่า ขับผ่านรอยต่อถนนคอนกรีตจะรู้สึกนุ่มและเงียบกว่า

ความผ่อนคลาย แนวคิด "Ma" ห้องนั่งเล่นมาสด้าใช้ปรัชญา "Ma" คือการเว้นที่ว่างให้มีความหมาย

 

 

ห้องโดยสารเลยโปร่งมากจอ 26.45 นิ้ว 5K อยู่ต่ำ ไม่บังสายตา ทำให้คอนโซลดูโล่ง หลังคากระจกพาโนรามา พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า กรองแสงและลดความร้อน แต่ยังให้แสงธรรมชาติเข้ามา ทำให้ไม่อึดอัดเวลาขับทางไกล ทั้งม่านบังแดด กระจกมองข้าง ต้องควบคุมผ่านจอกลาง เบาะ ฟองน้ำนุ่มแต่กระชับ รุ่น Premium เป็นหนังดำนุ่ม ๆ

รุ่น Premium Sports เป็นหนังทูโทนม่วง-ขาว ให้ความรู้สึกหรูกว่า ทั้งสองรุ่นเบาะคู่หน้ามีทั้งอุ่นและระบายอากาศ รุ่นท็อปมีถึงเบาะหลังแอร์แยกโซน + กรอง PM2.5 + เครื่องกำเนิดไอออน อากาศในรถสะอาด ไม่แห้ง

 

ให้สุนทรีย์ เรื่องเสียงและแสงคือจุดที่ CX-6e ต่างจาก SUV ไฟฟ้าทั่วไปชัดเจน เครื่องเสียง 23 ลำโพง พร้อมระบบ Personalized Headrest Audio มีลำโพงอยู่ที่พนักพิงศีรษะคนขับ เวลาคนขับรับสายหรือฟังนำทาง เสียงจะออกที่หัวหมอนเท่านั้น ไม่รบกวนคนหลับเบาะหลัง แยกฟังส่วนตัวได้ระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารตอนหน้า ไฟ Ambient Light 256 สี ปรับได้และขยับตามจังหวะเพลงได้ ขับกลางคืนเปิดเพลงเบา ๆ แสงจะค่อย ๆ ไล่ตามจังหวะ ไม่ได้กระพริบฉูดฉาดแบบรถจีน ความเงียบทำให้ฟังเพลงเพราะขึ้น ไม่มีเสียงเครื่องยนต์มากวน รายละเอียดเครื่องดนตรีชัด โหมดผ่อนคลาย 4 แบบที่ใส่มาให้

- Relax Mode ปรับเบาะเอน หรี่ไฟ ปิดจอบางส่วน

- Rest Mode สำหรับจอดพัก หลับในรถได้ แอร์ยังทำงาน

- Pet Comfort Mode คุมอุณหภูมิให้สัตว์เลี้ยงตอนเราลงไปซื้อของ

- Wash Mode พับกระจก ปิดช่องลม เตรียมรถเข้าเครื่องล้าง

สรุปฟิลลิ่งเดินทางไกลขับ 100-120 กม./ชม. ยาว ๆ รถจะนิ่ง เงียบ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์มากวน เสียงลมและเสียงยางถูกเก็บมาดีมาก เปิดเพลงจากลำโพง 23 ตัว เปิดม่านหลังคากระจกให้แสงเข้ามา เป็นฟิลลิ่งผ่อนคลายแบบรถยุโรปพรีเมียมมากกว่า SUV ไฟฟ้าที่เน้นแรงครับ ใครที่เคยบ่นว่า CX-5 เดิมเสียงยางดัง CX-6e จะรู้สึกต่างกันคนละโลกเลย

การใช้งานในรุ่นท็อป ฟังก์ชั่นต่างๆเป็นอย่างไรโดยเฉพาะ กระจกมองข้าง และหลัง แบบดิจิตอล

รุ่นท็อป Premium Sports 1,299,000 บาท คือรุ่นที่ใส่ของล้ำสุดที่มาสด้าเคยทำมา จ่ายเพิ่ม 40,000 จาก Premium ได้หลัก ๆ 3 อย่างครับ

 

กระจกมองข้าง + กระจกมองหลังดิจิทัล ไฮไลต์ของรุ่นนี้เป็นครั้งแรกของรถมาสด้าผลิตขายจริงที่ใช้ระบบนี้ หลักการทำงาน นอกตัวรถเป็นกล้องเล็ก ๆ กันน้ำ แทนกระจกบานใหญ่ ส่งภาพสดไปที่จอ OLED ในห้องโดยสาร ตรงมุมประตูหน้า ซ้าย-ขวา แทนกระจกมองข้าง ส่วน กระจกมองหลังในรถก็เป็นจอ 9 นิ้ว ความละเอียด 1,920 x 384 พิกเซล สลับโหมดกระจกธรรมดา / ดิจิทัลได้

มันดียังไง ก้อคือ มุมมองจะกว้างกว่าเดิม 30% กระจกจะปรับองศาเองหลังจากรถวิ่งได้ระดับความเร็วตามที่ตั้งค่าไว้ได้ ช่วยลดจุดอับสายตา ถอยจอดได้เนียนตรงเส้นเลนจอดเลยทีนี้ ความชัดเจน ชัดทั้งกลางวัน กลางคืน ฝนตก เพราะกล้องปรับแสงอัตโนมัติ + ไม่มีปัญหาหยดน้ำเกาะแบบกระจก ธรรมดา ลดแรงต้านลม ทำให้ลู่ลมขึ้น กระจกมองหลังดิจิทัลมองทะลุได้แม้ขนของเต็มท้ายรถจนบังกระจกหลัง ต้องปรับตัวไหม ถ้าเคยใช้กระจกปกติต้องใช้เวลาปรับ นิดนึงครับ โดยเฉพาะสูงวัยใส่แว่นสายตายาว เพราะต้องมองจอในรถแทนมองออกนอก แต่จอ OLED สว่างและดีเลย์ต่ำ

 

 

ส่วน ความต่างอื่นของรุ่นท็อปที่ได้เพิ่มจาก Premium คือ ล้อ 21 นิ้ว ลาย Black Diamond Cut Double 5-Spoke ยาง 255/40 R21 (รุ่น Premium 19 นิ้ว) และ ภายในหนังทูโทนม่วง-ขาว Nightfall Violet ตัดขาว พร้อมเบาะหลังมีระบบอุ่นและระบายอากาศด้วย (Premium มีแค่คู่หน้า) ข้อด้อยเล็กน้อยคือ ระยะทาง NEDC ลดลงเหลือ 524 กม. จาก 555 กม. เพราะล้อใหญ่ขึ้นฟังก์ชั่นอื่นที่ได้เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น แต่เด่นในรุ่นท็อป จอ 26.45 นิ้ว 5K Ultra-Wide แบ่ง 2 ฝั่งอิสระ คนขับดูแผนที่ คนนั่งดูหนังได้, รองรับ Apple CarPlay / Android Auto ไร้สาย

- AR Head-Up Display บนกระจกหน้า

- สั่งงานด้วยเสียง Hi Mazda + ท่าทาง เรียกนำทาง เปิดกล้องได้

- เครื่องเสียง 23 ลำโพง มีลำโพงที่พนักพิงศีรษะคนขับ แยกเสียงนำทางไม่รบกวนคนหลัง

- Vehicle Mode 4 แบบ: Relax / Rest / Pet Comfort คุมแอร์ตอนมีสัตว์เลี้ยงในรถ / Wash Mode เตรียมรถก่อนเข้าที่ล้าง

- ADAS 17 ระบบ + ถุงลม 9 ใบ + กล้อง 360° See-Through View มองใต้ท้องรถได้

- หลังคากระจก Panoramic + ม่านไฟฟ้า, Ambient Light 256 สีขยับตามเพลง, แอป MAZDA 6e ใช้มือถือเป็นกุญแจ แชร์รถได้ 3 คน

 

 

ถ้าคุณขับในกรุงเทพฯ ตอนกลางคืนบ่อย หรือขนของเยอะ กระจกดิจิทัลใน Premium Sports คุ้มมาก เพราะทัศนวิสัยดีกว่ากระจกปกติชัดเจน แต่ถ้าชอบระยะทางไกลสุดและไม่อยากปรับตัวเรื่องกระจก Premium ธรรมดาก็พอแล้ว เหลือเงิน 40,000 แต่ถ้า ไปรุ่นท็อป เพิ่ม 40,000 กับออฟชั่นที่ได้เพิ่มก้อคุ้มค่า ดูหรูหราหมาเห่า พรีเมียมไปอีก

ผลทดสอบของกรุงเทพฯ -กาญจนบุรี ไป-กลับเกือบ 300 กม. จากทริปขับจากโชว์รูมสาทร-พระราม 3 ไปกาญจนบุรี เจอทั้งรถติดในเมือง ทางด่วน และถนนโค้งแคบ ระยะทางไป-กลับประมาณ 300 กม. ผลอัตราสิ้นเปลืองเกือบ 300 กม. ใช้พลังงานไปประมาณ 70% เหลือแบตประมาณ 30% คิดเป็น: 70% ของแบต 77.9 kWh = ใช้ไป 54.5 kWh วิ่ง 300 กม. = ประมาณ 18.2 kWh / 100 กม. ตัวเลข NEDC 555 กม. เอาไว้เทียบ

แต่ใช้งานจริงต้องเผื่อไว้ เพราะขึ้นกับความเร็วที่ใช้ สภาพการจราจร การใช้ไฟ การปรับอุณหภูมิแอร์ น้ำหนักบรรทุก สภาพเส้นทาง ทางขึ้นลงเขา ถ้าเทียบกับตัวเลขโรงงานโรงงานเคลม NEDC 16.8 kWh/100 กม. แต่ขับจริงทริปกาญจนบุรีแบบรถติด+ทางด่วน 120 กม./ชม. จะอยู่ราว 18-18.5 kWh/100 กม.ใกล้เคียงกับผลทดสอบต่างประเทศที่ขับจริงได้ 15.3-18.7 kWh/100 กม.แปลเป็นระยะทางจริงสำหรับทริปกาญจนบุรี ถ้าชาร์จเต็ม 100% จากกรุงเทพฯ ไปกาญจนบุรี (ประมาณ 150 กม. ต่อขา) ไป-กลับ 300 กม. กลับถึงกรุงเทพฯ จะเหลือแบตประมาณ 25-30% ไม่ต้องแวะชาร์จ ถ้าขับเร็ว 120-130 ตลอดทางและเปิดแอร์แรง อาจเหลือประมาณ 15-20% แนะนำแวะชาร์จ DC 10 นาทีที่กาญจนบุรีก็กลับได้สบายสรุปคือรูท 300 กว่ากิโลเมตรนี้ CX-6e ทำได้แบบไม่ต้องลุ้นชาร์จกลางทาง

 

 

ประสิทธิภาพการควบคุมรถทั้ง 2 เกรดแตกต่างกันอย่างไร และความเป็นจินบะอินไต ในนิยามของมาสด้ายังอยู่ครบหรือไม่ ?

จากการทดสอบ บนเส้นทาง กรุงเทพ - กาญจนบุรี ทั้ง2 เกรด ฟิลลิ่งพื้นฐานทั้ง 2 เกรดเหมือนกัน 100% ในแง่ DNA Jinba-Ittai ครับ เพราะมาสด้าไม่ได้แยกจูนเครื่องหรือช่วงล่างตามรุ่นย่อย ต่างกันแค่ล้อกับกระจกที่ส่งผลเรื่องสัมผัสที่เหมือนกันทั้ง Premium / Premium Sport มอเตอร์หลัง RWD 190kW / 290Nm ตัวเดียวกัน อัตราเร่ง 7.9 วิ แบบเดียวกัน ไม่ได้ทำตัวแรงแยกหรือฉีกออกไป

แชสซีส์และช่วงล่าง หน้า MacPherson หลัง Multi-link ตัวเดียวกัน จูนโดยทีม R&D เยอรมนีให้เป็น European Tune เน้นพวงมาลัยคม กระจายน้ำหนักใกล้ 50:50 เหมือนกัน ทีมวิศวกรยืนยัน ว่าไม่ทำรุ่นมอเตอร์คู่เพราะอยากรักษาบาลานซ์แบบ Jinba-Ittai ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถไว้ไม่ใช่ EV ที่เน้นแค่เงียบและแรง แต่พวงมาลัยยังแม่น ช่วงล่างแน่นหนึบ ประคองตัวดีตอนเปลี่ยนเลน เข้าโค้งยังมีบุคลิกมาสด้าชัดเจน

ที่ต่างกันแล้วรู้สึกได้หลังพวงมาลัย

Premium ล้อ 19 นิ้ว นุ่มกว่า ซับแรงกระแทกถนนกรุงเทพฯ / รอยต่อดีกว่า ยางแก้มหนากว่า เลยให้ตัวได้เยอะ ขับทางไกลสบาย ระยะทางไกลสุด 555 กม. NEDC / 484 กม. WLTP เพราะแรงต้านน้อยกว่าฟิลลิ่งจะออก "นุ่มแน่น" แบบมาสด้าครอบครัวเดิม ๆ ใกล้เคียง CX-5 มากที่สุด

Premium Sports ล้อ 21 นิ้ว + กระจกมองข้างดิจิทัล หนึบกว่า เกาะกว่า พวงมาลัยไวขึ้นนิด เพราะหน้ายาง 255/40 กว้างกว่าเจอรอยต่อถนนจะตึงกว่าชัดเจนแต่ไม่กระดอนแบบแหนบคือหนึบตึงฟีลรถยุโรป ถ้าขับช้าในเมืองจะรู้สึกกระด้างกว่า 19 นิ้วประมาณ 15-20% ตัวกระจกดิจิทัลช่วยเรื่องแอโร ลดเสียงลมข้างหูลงนิดหน่อย และมุมมองกว้างขึ้น 30% ทำให้ตอนมุดเปลี่ยนเลนมั่นใจกว่า แต่ต้องปรับสายตาไปมองจอ OLED ในรถระยะทางลดเหลือ 524 กม. NEDC / 468 กม. WLTP เพราะล้อใหญ่และหนักกว่า

DNA Jinba-Ittai ยังอยู่ครบ แต่ถูกตีความใหม่ให้เป็น EV REV ที่หายากในยุคนี้ ทำให้ตอนเข้าโค้ง ท้ายช่วยดัน ไม่ใช่หน้าดึงแบบรถขับหน้า ได้ฟิลลิ่งสนุกแบบมาสด้าเดิม การปรับจูนคันเร่ง-เบรก-Regen-พวงมาลัย ในโหมด Individual ได้ เลือกให้น้ำหนักพวงมาลัยหนักเบาได้เอง

สิ่งที่หายไปคือ "ความดิบ" แบบรถน้ำมัน ที่เคยมันในมาสด้า ice สกายแอคทีฟ ที่มีเกียร์ทอล์ดคอนเวอร์อยากได้ฟิลลิ่ง Jinba-Ittai แบบนุ่มสบาย ใช้ทุกวัน ไป Premium 19 อยากได้ฟิลลิ่ง Jinba-Ittai แบบคม สปอร์ต มองไกลชัด ไป Premium Sports 21" + ดิจิทัลถ้าขับในเมืองเป็นหลักและชอบความนุ่ม เชียร์ 19 ถ้าขับทางด่วนบ่อย ชอบความแม่น ๆ และอยากลองเทคโนโลยีใหม่ 21" ดิจิทัลจะฟินกว่า

 

 

คุ้มค่าหรือไม่?

ถ้ามองแบบใช้งานจริงในไทย CX-6e ความคุ้มค่ามันอยู่คนละมุมกับ BYD / Tesla นะ

ราคาตั้งต้นไม่ถูกที่สุด แต่ของให้มาเต็ม

- Premium 1,259,000 / Premium Sports 1,299,000

แพงกว่า BYD Sealion 7 Premium 1,199,900 อยู่ 60,000-100,000 บาท แต่สิ่งที่ได้มากกว่าในราคานี้ เช่น จอ 26.45" 5K, ลำโพง 23 ตัว, Frunk 80L, หลังคากระจกพาโนรามา, ADAS 17 ระบบ, ถุงลม 9 ใบ, แอปใช้มือถือเป็นกุญแจได้

- ถ้าเทียบกับ Tesla Model Y ที่เริ่ม 1.6 ล้าน+ CX-6e ถูกกว่าเกือบ 4 แสน

ต้นทุนใช้จริงจุดแข็งสุดของคันนี้ ชาร์จไวมาก: DC 194kW 30-80% 15 นาที, 10-80% 24 นาที เร็วกว่า Sealion 7 เกือบเท่าตัว ใครชาร์จนอกบ้านบ่อยจะประหยัดเวลาชัดเจน

แบต LFP 77.9 kWh ทนร้อน ทนชาร์จบ่อย เสื่อมช้ากว่า NMC

กินไฟ : Premium 16.8 kWh/100km / Premium Sports 17.0 kWh/100km ตกโลละประมาณ 0.7-0.9 บาทถ้าชาร์จบ้าน TOU

ของแถมเปิดตัวถึง 31 ต.ค. 69:ประกันชั้น 1 ฟรี 1 ปี, Home Charger ABB + ติดตั้งฟรี 39,900 บาท, Mazda Connectivity 5 ปี, ดอกเบี้ย 1.88% คุณธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหาร มาสด้าเซลส์ บอกกับผมว่า มาสด้ายืนยันราคา ไม่ปรับเพิ่ม หากจองภายในสิ้นปีนี้ แล้วมีการ ปรับขึ้นอัตราภาษี EV นำเข้า ในต้นปี 70

ส่วนการดูแล มาสด้าไทยทำการบ้านเรื่องนี้ถึงอยู่นะ บอกว่า รับประกันตัวรถ 8 ปี / 160,000 กม. แบตแรงสูง 8 ปี / 160,000 กม.ช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. 8 ปีเครือข่ายศูนย์เยอะกว่าแบรนด์จีนใหม่ ๆ และมี Mazda Signature Experience ดูแลเรื่องอะไหล่ จุดนี้สำคัญเพราะรถผลิตที่โรงงาน Changan Mazda จีน เป็นบริษัทร่วมทุน 20 ปี อะไหล่บอดี้ใช้ร่วมกับ Deepal ได้บางส่วน ไม่ต้องรอนานเหมือนแบรนด์ใหม่

 

 

ความคุ้มค่าแต่ละเกรด

Premium คุ้มสุดถ้าใช้งานครอบครัวได้ระยะไกลสุด 555 กม. NEDC / 484 WLTP ล้อ 19" นุ่มกว่า ยางถูกกว่า เปลี่ยนเส้นละ ∼6,000-8,000 เทียบ 21" ที่ ∼12,000-15,000 ประหยัดไฟกว่า

Premium Sports คุ้มถ้าชอบเทคโนโลยี จ่ายเพิ่มแค่ 40,000 ได้ล้อ 21", ภายในม่วง-ขาว, กระจกดิจิทัลที่หาจากค่ายอื่นไม่ได้ในราคานี้ แต่ต้องแลกกับระยะทางหาย 31 กม. และค่ายางแพงขึ้น

ข้อที่ต้องคิดก่อนซื้อ?

ไม่ใช่รถแรง 258 แรงม้า 0-100 7.9 วิ ช้ากว่า Sealion 7 ที่ 4.5 วิ ถ้าชอบพุ่งแรง ๆ จะรู้สึกเฉย ๆซอฟต์แวร์ระบบสั่งการด้วยเสียง Hi Mazda ยังสู้ Tesla / BYD ไม่ได้เรื่องความฉลาด ราคาขายต่อ รถไฟฟ้ามาสด้าเป็นรุ่นแรก ยังไม่มีราคาตลาดมือสองชัดเจน ต้องเผื่อใจว่าตกแรงกว่า CX-5 สันดาป

สรุปให้ตัดสินใจ

ซื้อแล้วคุ้มถ้าคุณคือครอบครัวที่ขับวันละ 50 -100 กม., มีบ้านติด Wall Charger ได้, ชาร์จ DC นอกบ้านบ่อย, ชอบช่วงล่างแน่น พวงมาลัยคมแบบมาสด้า ไม่ได้เน้น 0-100 ต้องแรงสุด, อยากได้รถที่ศูนย์บริการเยอะ ดูแลยาว 8 ปีอาจยังไม่คุ้มถ้าอยากได้รถแรงสุด / ออฟชั่นซิ่ง / ซอฟต์แวร์ล้ำ ๆ แบบ Tesla, หรือกะใช้ 2-3 ปีแล้วขายต่อเอาราคา