ธุรกิจฟาสต์ฟิต
พร้อมใจลงทุนรองรับยานยนต์ไฟฟ้า
หวังบริการครอบคลุมในทุกพลังขับเคลื่อน
ธุรกิจฟาสต์ฟิต มูลค่า 30,000 กว่าล้าน ยังคงเติบโต ออโต้แบคส์ ยันขับเคลื่อนด้วยข้อมูล Synergy ผ่านระบบ Max Card และ Max Me App การเชื่อมโยงฐานข้อมูลสมาชิก Max Card ทั้ง Max Card Plus & Max Card Plus EV & Premier (ซึ่งมีฐานสมาชิกมากกว่า 27 ล้านสมาชิก) พร้อมลงทุนเครื่องมือวิเคราะห์เฉพาะทาง และการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อรองรับงานบำรุงรักษาของรถ EV เช่น ระบบช่วงล่าง ระบบเบรก ในส่วน MMS ในเครือ MGC รีบอร์น ทุ่มงบ 100 ล้านบาท ปรับโฉมใหม่ 19 สาขา พร้อมขยายธุรกิจ MMS Body & Paint ดูแลรถ EV แบรนด์ Xpeng ด้าน Fit Auto เครือ OR “พัฒนาธุรกิจเพื่อส่งเสริมการใช้และให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า”เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโมเดลธุรกิจรองรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับศูนย์บริการหลังการขาย (After-Sales Service) สู่การเป็น One Stop Service สำหรับยานยนต์ทุกประเภท

ออโต้แบคส์ ลงทุนเครื่องมือวิเคราะห์เฉพาะทาง EV
ธุรกิจฟาสต์ฟิตในประเทศไทย นับเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันที่รุนแรง (Red Ocean) โดยมี Market Size ประมาณ 30,000 ล้านบาท จากมูลค่ารวมของตลาดบำรุงรักษารถยนต์หลังการขาย (Aftersales Market) กว่าแสนล้านบาทต่อปี โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนดังนี้
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ให้ตลาดฟาสต์ฟิตเติบโตคือ จำนวนรถยนต์ที่หมดระยะรับประกันจากศูนย์บริการค่ายรถยนต์ (Out of Warranty) เพิ่มสูงขึ้นโดยทั่วไปรถใหม่ที่ออกจากศูนย์จะมี Warranty 3-5 ปี หลังจากหมด Warranty จะทยอยเปลี่ยนมาใช้บริการศูนย์ Fast Fit และอู่ทั่วไป เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและคุ้มค่ามากกว่า
อีกทั้งฟาสต์ฟิตในปัจจุบันก็มี อัตราค่าบริการและราคาอะไหล่ที่ต่ำกว่าศูนย์บริการค่ายรถยนต์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ ทุกค่ายมีโปรโมชั่น ร่วมกับสถาบันการเงินที่รองรับระบบผ่อนชำระ, BuyNow-PayLater, ใช้ Point แลกรับเครดิตเงินคืน หรืออื่น ๆ ในรูปแบบที่เหมาะสมกับ Lifestyle ของลูกค้าคนนั้น ๆ มากกว่าศูนย์บริการค่ายรถยนต์
อีกประการหนึ่งคือผู้บริโภคมีพฤติกรรมในการใช้รถที่เปลี่ยนไปจากอดีต ลูกค้ายุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวก, รวดเร็ว, Value for Money และมาตรฐานการบริการที่ตรวจสอบได้ (Japan Service Standard)
ในขณะเดียวกัน ทิศทางการใช้รถยนต์ในประเทศไทย อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากสันดาปไปสู่ พลังงานไฟฟ้าล้วน ดังนั้นธุรกิจฟาสต์ฟิต จำเป็นต้องปรับตัวล่วงหน้า เพื่อรองรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้นฟาสต์ฟิตต้องเริ่มปรับตัวตาม
สำหรับออโต้แบคส์มีแผนที่จะลงทุนเครื่องมือวิเคราะห์เฉพาะทาง และการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อรองรับงานบำรุงรักษาของรถ EV เช่น ระบบช่วงล่าง ระบบเบรก ในปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน อาทิ การร่วมเป็นพันธมิตรด้านบริการยางสำหรับรถ EV โดยเฉพาะร่วมกับแบรนด์ที่ได้รับการไว้วางใจระดับโลก (เช่น Bridgestone, Michelin, Yokohama)
นอกจากนี้ เรายังบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรในรูปแบบ “Data Driven” นำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อนำเสนอการบริการเชิงรุก (Proactive Service) และการจัดการลูกค้ารายใหญ่ประเภทองค์กร (Fleet Management) ด้วย
ภาพรวมตลาด Fast Fit ในประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโตตามปริมาณรถยนต์ที่สะสม อย่างไรก็ตาม ภาวะการแข่งขันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากสงครามราคาและการแย่งชิงทำเลศักยภาพ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวด้านเทคโนโลยี ยกระดับฝีมือแรงงานเพื่อรองรับยานยนต์สมัยใหม่ (EV) และรักษามาตรฐานการบริการหลังการขายได้ดีกว่า (After-Sales Service) จะเป็นผู้ที่สามารถรักษาและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้
สำหรับแผนการตลาดของออโต้แบคส์ในปีนี้ คือ การตลาดแบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Marketing) และ Synergy ผ่านระบบ Max Card และ Max Me App พร้อมด้วยเชื่อมโยงฐานข้อมูลสมาชิก Max Card ทั้ง Max Card Plus & Max Card Plus EV & Premier (ซึ่งมีฐานสมาชิกมากกว่า 27 ล้านสมาชิก) ใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค นำเสนอโปรโมชันที่ตรงใจแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Offers) และส่งเสริมการขายข้ามผลิตภัณฑ์ (Cross-selling) ภายใต้ “Max Ecosystem” ระหว่างการเติมน้ำมัน PT Station การดื่มกาแฟพันธุ์ไทย/คอฟฟี่เวิลด์ และการนำรถเข้าเช็กสภาพที่ศูนย์บริการออโต้แบคส์ โดยใช้เครื่องมือการตลาดต่าง ๆ ทั้ง Offline & Online เพื่อสร้างการรับรู้ของลูกค้า
ในปี 2568 ออโต้แบคส์มียอดขาย 1,460 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งการตลาดลำดับที่ 3 หรือประมาณ 5-6% ของตลาดรวม ขณะนี้มีสาขา 128 แห่ง และจะเพิ่มเป็น 135 แห่งในสิ้นปี 2569
ซึ่งออโต้แบคส์ได้วาง โพซิชั่นของการบริการไว้ดังนี้ ศูนย์บริการบำรุงรักษารถยนต์ครบวงจร มาตรฐานญี่ปุ่นที่รู้ใจคนไทย โดยมีการให้บริการแบบ One-Stop Service Center บริการที่ถูกเน้นเป็นแกนหลักคือ Quick Service ได้แก่ เปลี่ยนยางรถยนต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง งานซ่อมเบา เช่น โช๊กอัพ แบตเตอรี่ ช่วงล่าง โดยใช้การสื่อสารภาพรวมว่าเป็นผู้นำด้าน “ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร มาตรฐานญี่ปุ่นที่รู้ใจคนไทย”
ออโต้แบคส์ บริการแบบ Consultant เราพร้อมให้คำปรึกษา ตรวจสภาพ วิเคราะห์ปัญหา แล้วให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่ เราจะเรียงลำดับความสำคัญให้ลูกค้า ไม่จำเป็นต้องซ่อมหรือเปลี่ยนวันนี้/ตอนนี้ โดยที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถเป็นหลัก

MMS Fast Fit
ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริษัทศูนย์บำรุงและซ่อมรถยนต์แบบเร่งด่วน เอ็มเอ็มเอส (MMS) เปิดเผยแผนธุรกิจของบริษัท ว่าได้เตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนไว้ เกือบ 100 ล้านบาท ในช่วงระว่างปี 2569-2570 หลังจากบริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์ใหม่ ภายใต้นโยบาย Reborn หรือการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่
หลังจากได้มีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่จากศูนย์บริการเอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส ไทร์ มาเป็น ศูนย์เอ็มเอ็มเอสพร้อมทั้ง ได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ โดยมุ่งเน้น การดำเนินธุรกิจในส่วน 3 ส่วนหลักได้แก่
ธุรกิจฟาสต์ฟิต หรือ ศูนย์ MMS ปัจจุบันมี 20 สาขา โดยจะมุ่งเน้นการให้บริการฟาสต์ฟิตอย่างเต็มรูปแบบในส่วนของงานซ่อมบำรุงและการเปลี่ยนสินค้าฟาสต์มูฟวิ่ง ได้แก่ ยางรถยนต์,น้ำมันเครื่อง,และแบตเตอรี่เป็นหลัก ส่วนของงานซ่อมบำรุงหนักก็จะยังคงมีให้บริการ โดยสัดส่วนของการให้ริการที่ศูนย์MMS อนาคตจะปรับเป็นการให้บริการซ่อมเบาและซ่อมหนักเท่าๆกันคือ 50/50
ธุรกิจศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง หรือ ศูนย์ เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์ (MMS Body and Paint) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากรถยนต์ เอ็กซ์เผิง (XPENG) ปัจจุบันมี 1 สาขา ได้แก่ สาขา ราชพฤกษ์ และในปี 2570 บริษัทมีแผนจะขยายเพิ่มเป็น 4 สาขา กระจาย 4 มุม เมืองทั่วกรุงเทพ เบื้องต้นใช้งบลงทุนไว้ที่ 60 ล้านบาท หรือสาขาละ 20 ล้านบาท
หลังจากได้ลงทุนสำหรับศูนย์ เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์ แห่งแรก คือ สาขาราชพฤกษ์ และการลงทุนปรับภาพลักษณ์ใหม่ (CI) ศูนย์เอ็มเอ็มเอสทั้ง 20 สาขาทั่วประเทศ ภายใต้งบลงทุน มูลค่า 30 ล้านบาท
ธุรกิจผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาเครื่องยนต์จากเยอรมนี ‘ทูนแนป’ (TUNAP) ที่ปีนี้จะมีการปรับไลน์สินค้าเน้นไปสู่ กรีนโปรดักส์มากยิ่งขึ้น
ดร.ปพนธ์ เชื่อว่า หลังจากปรับโครงสร้าง Reborn ธุรกิจครั้งนี้ ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบ 18 ปี บริษัทมั่นใจว่าจะส่งผลให้ ศูนย์ MMS มีรายได้เพิ่มขึ้น จากปี 2568 ที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 250 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 260-270 ล้านบาท และในปี 2570 รายได้จะโตอย่างน้อย 20%
ยกระดับประสบการณ์ด้วยห้องส่งมอบรถ พร้อมวิดีโอแสดงขั้นตอนการซ่อม ผสานความสะดวกสบายด้วยพื้นที่รับรองระดับพรีเมียมมีศักยภาพในการรองรับรถถึง 17 ช่องซ่อมมาตรฐาน รองรับรถยนต์ได้กว่า 150 คันต่อเดือน และบริษัทยังให้การ รับประกันงานซ่อมสีทุกชิ้น 1 ปีเต็ม โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะการซ่อมได้ทุกขั้นตอนแบบเรียลไทม์
เบื้องต้นลูกค้าสามารถนำรถมารับบริการที่ศูนย์บริการของผู้จำหน่าย เอ็กซ์เผิง อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมถึง เอ็มเอ็มเอส ทั้ง 19 สาขา คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล เกษตร–นวมินทร์, รามอินทรา, งามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3, สําโรง, พระราม 4, ลำลูกกา, ราชพฤกษ์, รังสิต, คู้บอน, รามคำแหง, ธนบุรี–พระราม 5, พุทธบูชา, ศรีนครินทร์, กาญจนาภิเษก, ระยอง, พัทยา, อุบลราชธานี,ภูเก็ต และสุราษฎ์ธานี

FIT AUTO
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) และ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด (EVme) ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) “ความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจเพื่อส่งเสริมการใช้และให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า”เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโมเดลธุรกิจรองรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับศูนย์บริการหลังการขาย (After-Sales Service) สู่การเป็น One Stop Service สำหรับยานยนต์ทุกประเภท
ลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก และ คุณรชา อุทัยจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) และ คุณเอกชัย ยิ้มสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด ร่วมเป็นผู้ลงนาม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ภายในกลุ่ม ปตท. ให้มีความแข็งแกร่งและครบวงจรมากยิ่งขึ้น
ในความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการยุคใหม่ วัตถุประสงค์หลักของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการศึกษาความเป็นไปได้และพัฒนาธุรกิจเพื่อส่งเสริมการใช้และให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในด้านการตรวจเช็กและซ่อมบำรุงตามระยะทาง ซึ่งทาง EVme+ จะนำรถยนต์ไฟฟ้าในเครือข่ายเข้าใช้บริการที่ FIT Auto เพื่อสร้างความพร้อมด้านบริการหลังการขาย และพัฒนาบุคลากรของ FIT Auto ให้มีความเชี่ยวชาญและมาตรฐานขั้นสูงในการดูแลรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังรวมไปถึงการทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมกัน และการพัฒนา Digital Platform รวมถึง Application เพื่อเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์และการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ของทั้งสององค์กรเข้าด้วยกัน
ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จหลังจากที่ FIT Auto ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์บริการเช็กระยะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า AION ES แท็กซี่ ของ EVme+ ซึ่งปัจจุบันพร้อมเปิดให้บริการแล้วใน 6 สาขาต้นแบบ
- สาขาวิภาวดี 62
- สาขาวิภาวดี (ราบ 1)
- สาขาหลวงแพ่ง-ลาดกระบัง
- สาขาเคหะร่มเกล้า
- สาขาพหลโยธิน กม.25
- สาขาแยกหาดจอมเทียน
มุ่งสร้าง EV Service Network ขยายฐานลูกค้าร่วมกัน
การจับมือกันระหว่างสองผู้นำในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าของ EVme+ ด้วยมาตรฐานข้อมูลทางเทคนิคที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมภาพลักษณ์ให้กับ OR และ FIT Auto ในฐานะผู้นำศูนย์บริการครบวงจรยุคใหม่ที่รองรับทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้าน Mobility ของ OR อย่างลงตัว
ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันขยายฐานลูกค้าเพื่อเพิ่มการรับรู้และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย นับเป็นการสร้างเครือข่ายการบริการยานยนต์ไฟฟ้า (EV Service Network) ที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการ เทคโนโลยี และพันธมิตรในอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

